อินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับ Swing Trading

· 7 min read

วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง swing trading เทคนิคการลงทุนยอดนิยมที่ต่างจากทั้งเดย์เทรดและ position trading

อย่างที่คุณคงรู้ เดย์เทรดน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่คนรู้จักมากที่สุด มันคือการซื้อและขายหลายไม้ทั้ง long และ short ภายในวันเดียว เดย์เทรดซึ่งเคยเป็นสนามของเทรดเดอร์มืออาชีพเท่านั้น ตอนนี้ดึงดูดความสนใจของเทรดเดอร์คริปโตที่ใช้พลังของเครื่องมืออัลกอริทึมอย่างบอทเทรดคริปโตผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แล้ว

ส่วน position trading ตรงข้ามกับเดย์เทรด เพราะมองกรอบเวลาที่ยาวกว่า ตามชื่อของมัน เทรดเดอร์จะเปิดสถานะโดยแทบไม่สนใจความผันผวนรายวัน แต่เลือกใช้กราฟ เทรนด์ และเครื่องมือระยะยาวเพื่อซื้อและถือไว้จนกว่าสินทรัพย์จะขึ้นถึงจุดสูงสุด ราคาเข้าและราคาออกถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และใช้คำสั่ง stop loss เพื่อลดความเสี่ยง

Swing trading คืออะไรกันแน่?

Swing trading ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเดย์เทรดกับ position trading พอดี แล้วมันคืออะไรกันแน่ Swing trading คือเทคนิคเก็งกำไรที่ถือสินทรัพย์ไว้ระยะหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์หรือแม้แต่สองสามเดือน เพื่อเก็บกำไรระยะสั้นถึงกลางและได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคา หรือที่เรียกว่า "สวิง"

เป้าหมายคือการมองออกหรือคาดการณ์ทิศทางของสินทรัพย์ ขี่คลื่นลูกนั้นไป แล้วออกในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อวางตัวเองให้พร้อมรับคลื่นลูกถัดไป ตลาดถูกนิยามด้วยการเปลี่ยนแปลงราคาที่เกิดขึ้นเป็นระลอกแบบนี้ ที่ขึ้นและลงเหมือนคลื่น ถ้าคุณจับได้ว่าตลาดกำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลง คุณก็คว้ากำไรได้เร็วและลดการขาดทุนได้ และไม่จำเป็นต้องจับจังหวะแม่นเป๊ะด้วย เพราะกำไรก้อนเล็ก ๆ สะสมกันไปนาน ๆ ก็กลายเป็นกำไรก้อนใหญ่ได้

ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโตอาจผันผวนมาก ซึ่งแปลว่า swing trading ในตลาดนี้ทำกำไรได้ดีหรืออันตรายได้พอ ๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในตอนนั้น โชคดีที่เทรดเดอร์มีเครื่องมือหลายอย่างในมือที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงพร้อมกับเพิ่มโอกาสทำกำไร เช่น การวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้หาโอกาสเข้าเทรด ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานใช้ตรวจสอบแนวโน้มและรูปแบบของราคา

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน กับ การวิเคราะห์ทางเทคนิค

พูดสั้น ๆ การวิเคราะห์ทางเทคนิคสนใจเรื่องราคาและปริมาณการซื้อขาย เทรดเดอร์พยายามเข้าใจว่าอุปสงค์และอุปทานส่งผลต่อราคา วอลุ่ม และความผันผวนอย่างไร ด้วยการศึกษารูปแบบทางสถิติ จากนั้นจึงนำรูปแบบราคาและเทรนด์ที่อิงผลงานในอดีตมาใช้ระบุสัญญาณ โดยพิจารณาปัจจัยอย่างอารมณ์ตลาดและจิตวิทยาของผู้เล่น

มูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์หนึ่ง ๆ แทบไม่มีความสำคัญในมุมนี้ แต่รูปแบบและเทรนด์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และเทรดเดอร์วิเคราะห์เชิงลึกได้ด้วยชุดเครื่องมือที่ประกอบด้วยเทคนิคและอินดิเคเตอร์หลากหลาย (เราจะเจาะห้าตัวที่ดีที่สุดในหัวข้อถัดไป) ในความเป็นจริง เทรดเดอร์คริปโตจำนวนมากใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคชุดเดียวกับตลาดการเงินดั้งเดิม เช่น Relative Strength Index (RSI), Moving Average Convergence Divergence (MACD) และ Bollinger Bands (BB)

แม้จำนวนที่เหมาะสมจะยังเถียงกันได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือการใช้อินดิเคเตอร์เพียงตัวเดียวย่อมไม่พอสำหรับการคาดการณ์ราคาในอนาคต ในทางกลับกัน การใช้อินดิเคเตอร์มากเกินไปก็ทำให้ภาพมัวและไม่ได้ผล หรืออาจถึงขั้นเป็นโทษ

ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นแนวทางที่สนใจมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ เทรดเดอร์พยายามหาว่าสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง ด้วยการวิเคราะห์ตัวแปรทั้งภายในและภายนอก แล้วนำความรู้ที่ได้ไปใช้เข้าหรือออกจากสถานะ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์พื้นฐานในโลกคริปโตมีความยากอยู่บ้าง เพราะบิตคอยน์ประเมินด้วยวิธีเดียวกับบริษัททั่วไปไม่ได้

Swing trader มักใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นหลัก เพราะการเทรดมีลักษณะระยะสั้นกว่า เราจึงไม่ลงลึกในรายละเอียดของการวิเคราะห์พื้นฐานในบทความนี้ (แม้ว่ามันจะเสริมการวิเคราะห์ทางเทคนิคได้ก็ตาม) ใครที่สนใจเจาะลึกยังหาเนื้อหาดี ๆ ได้อีกมาก ตั้งแต่ความต่างระหว่างการวิเคราะห์พื้นฐานเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ ไปจนถึงการแนะนำการวิเคราะห์พื้นฐานของคริปโตแบบเต็ม ๆ

ก่อนจะไปดูห้าอินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับ swing trading เรามาดูข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์นี้กันก่อน

ข้อดีและข้อเสียของ Swing Trading

คงไม่ครบถ้วนถ้าเราไม่พูดถึงว่า swing trading ช่วยเทรดเดอร์ได้อย่างไรบ้าง และมีข้อเสียอะไรที่อาจเกิดขึ้น เพราะการชั่งข้อดีข้อเสียง่าย ๆ ช่วยเพิ่มความเป็นกลางให้กระบวนการตัดสินใจของคุณ และทำให้ได้ข้อสรุปที่มีข้อมูลรองรับมากขึ้น

ข้อดีและข้อเสีย

เวลา: เดย์เทรดกินเวลา และเวลาคือเงิน ส่วน swing trading ไม่บังคับให้คุณติดหน้าจอเป็นชั่วโมง ๆ เพราะสถานะถูกถือข้ามวัน

ความเครียด: คุณคงเคยได้ยินว่าความเครียดฆ่าคนได้ และเดย์เทรดเป็นงานที่หนัก swing trading ช่วยให้คุณโฟกัสกับด้านอื่นที่สำคัญในชีวิตได้ ด้วยการเปิดสถานะแล้วตั้ง stop loss ไว้ เท่านี้ก็สงบสุขแล้ว

ความเรียบง่าย: แทนที่จะทุ่มเวลาไปกับการศึกษาปัจจัยพื้นฐานและหามูลค่าที่แท้จริง อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคช่วยให้คุณโฟกัสแค่ราคาและวอลุ่ม

ความคล่องตัว: ต่างจาก position trading ที่ต้องผูกมัดกับกรอบเวลายาว swing trading เปิดให้เทรดเดอร์ซื้อหรือขายเพื่อเก็บกำไรหรือตัดขาดทุนเล็ก ๆ เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ดีที่สุดได้ทุกเมื่อ

แต่ทั้งนี้...

ความเสี่ยงนอกเวลา: เทรดเดอร์ต้องรับมือกับความเสี่ยงของตลาดที่เกิดขึ้นตอนกลางคืนและวันหยุด

การแกว่งไปมา: ในภาพกว้าง เพราะคริปโตผันผวนโดยธรรมชาติ มันจึงต้องถูกเฝ้าดูอย่างต่อเนื่องเพื่อขี่เทรนด์ให้ได้หรือเลี่ยงการกลับตัวฉับพลันที่อาจทำให้ขาดทุนแบบไม่ทันตั้งตัว

โอกาสที่พลาดไป: การลงมือเป็นเรื่องดี แต่การเคลื่อนไหวระยะสั้นของตลาดอาจทำให้ swing trader พลาดโอกาสระยะยาวไป

ตอนนี้คุณรู้ข้อดีข้อเสียของ swing trading แล้ว มาดูอินดิเคเตอร์ที่เหมาะกับงานนี้ที่สุดกัน

อินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับ Swing Trading

อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคแบ่งเป็นสองประเภท คืออินดิเคเตอร์นำ (leading) และอินดิเคเตอร์ตาม (lagging) อินดิเคเตอร์นำถูกออกแบบมาเพื่อคาดการณ์ทิศทางของตลาดในอนาคต โดยให้สัญญาณตอนที่เทรนด์กำลังจะเริ่ม ส่วนอินดิเคเตอร์ตามให้ข้อมูลที่ช้ากว่า คือส่งสัญญาณหลังจากราคาเปลี่ยนไปแล้วหรือกำลังเปลี่ยนอยู่

ลองเปรียบกับรถยนต์เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น อินดิเคเตอร์นำคือการมองไปข้างหน้าผ่านกระจกหน้ารถ ส่วนอินดิเคเตอร์ตามคือการมองย้อนกลับผ่านกระจกหลังไปยังเส้นทางที่ผ่านมาแล้ว

อินดิเคเตอร์นำได้แก่ Stochastic, Williams %R, On-balance volume (OBV) และ Relative Strength Index (RSI) ส่วนอินดิเคเตอร์ตามได้แก่ Moving Averages (MA), Moving Average Convergence Divergence (MACD) และ Bollinger Bands (BB) ข้อควรระวังคือ การพึ่งพาอินดิเคเตอร์นำหรืออินดิเคเตอร์ตามอย่างใดอย่างหนึ่งล้วน ๆ แทบจะให้ผลเสียแน่นอน เป้าหมายคือหาจุดสมดุลระหว่างสองแบบนี้

มาดูอินดิเคเตอร์นำสามตัวและอินดิเคเตอร์ตามสองตัวให้ละเอียดขึ้น

อินดิเคเตอร์วัดโมเมนตัม

Relative Strength Index (RSI)

เทรดเดอร์ใช้ RSI ซึ่งเป็นอินดิเคเตอร์วัดโมเมนตัมในกลุ่มออสซิลเลเตอร์ เพื่อดูว่าตลาดอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป เมื่อ RSI ส่งสัญญาณ มักคาดกันว่าตลาดจะกลับตัว ทำให้มันเป็นอินดิเคเตอร์นำสำหรับการเข้าหรือออกจากสถานะ พูดอีกอย่างคือ RSI ถูกใช้เป็นหลักเพื่อช่วยให้เทรดเดอร์ระบุโมเมนตัมของตลาด ภาวะ overbought และ oversold รวมถึงสัญญาณ divergence และ hidden divergence

Stochastic Oscillator

Stochastic oscillator ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์จับจุดจบของเทรนด์หนึ่งและจุดเริ่มของอีกเทรนด์ คือวิธีเปรียบเทียบราคาปิดปัจจุบันกับกรอบราคาที่ผ่านมา มันตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าโมเมนตัมของตลาดเปลี่ยนทิศเร็วกว่าวอลุ่มหรือราคา จึงใช้คาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดได้และถือเป็นอินดิเคเตอร์วัดโมเมนตัม Stochastic oscillator เป็นออสซิลเลเตอร์แบบมีขอบเขต คือทำงานบนสเกล 0 ถึง 100 ค่าที่เกิน 80 บ่งชี้ว่าตลาด overbought ส่วนค่าที่ต่ำกว่า 20 บ่งชี้ว่า oversold

On-balance Volume (OBV)

อินดิเคเตอร์ OBV ตามชื่อของมัน คาดการณ์ราคาจากการเปลี่ยนแปลงของวอลุ่ม มันดึงความสนใจของเทรดเดอร์ไปที่การเปลี่ยนแปลงของวอลุ่มที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคา เหตุผลพื้นฐานของ OBV คือแนวคิดที่ว่าวอลุ่มคือแรงขับเคลื่อนตลาด เมื่อวอลุ่มเพิ่มหรือลดอย่างมีนัยสำคัญโดยที่ราคายังไม่ขยับตาม ก็สันนิษฐานว่าสุดท้ายราคาจะขึ้นหรือลงตามมา อย่างไรก็ตาม OBV อาจให้สัญญาณที่หลอกได้ ซึ่งชดเชยได้ด้วยอินดิเคเตอร์ตาม

อินดิเคเตอร์ตามเทรนด์

Moving Average Convergence Divergence (MACD)

MACD เป็นอินดิเคเตอร์ประเภทออสซิลเลเตอร์ มันคือเทคนิคตามเทรนด์ที่ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ประเมินโมเมนตัมของสินทรัพย์ทางการเงินอย่างบิตคอยน์ MACD จัดเป็นอินดิเคเตอร์ตาม เพราะมันเดินตามหลังเหตุการณ์ด้านราคาที่เกิดขึ้นไปแล้ว ส่วนเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MA) โดยพื้นฐานคือเส้นที่สะท้อนค่าเฉลี่ยของข้อมูลย้อนหลังในช่วงเวลาที่กำหนด ในตลาดการเงินมันแบ่งเป็นสองประเภทคือ simple moving average (SMA) และ exponential moving average (EMA) ความสัมพันธ์ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยอาจเป็นแบบลู่เข้า (convergent) หรือลู่ออก (divergent) โดยเส้นที่ลู่เข้าจะวิ่งเข้าหากัน ส่วนเส้นที่ลู่ออกจะแยกห่างออกจากกัน

อินดิเคเตอร์วัดความผันผวน

Bollinger Bands (BB)

Bollinger band เป็นอินดิเคเตอร์ตามที่ใช้ดูว่าราคา "สูง" หรือ "ต่ำ" แค่ไหนเมื่อเทียบกับการซื้อขายก่อนหน้า มันจึงมีประโยชน์ในการประเมินว่าตลาดผันผวนหรือไม่ และอยู่ในภาวะ overbought หรือ oversold หรือเปล่า จุดประสงค์ของ BB คือแสดงให้เห็นว่าราคากระจายตัวรอบค่าเฉลี่ยอย่างไร โดยประกอบด้วยแบนด์บน แบนด์ล่าง และแบนด์กลาง (คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตรงกลาง) เมื่อราคาในตลาดเคลื่อนไหว แบนด์สองข้างจะขยายออกตอนที่ความผันผวนสูง (แยกห่างจากเส้นกลาง) และบีบเข้าตอนที่ความผันผวนต่ำ (วิ่งเข้าหาเส้นกลาง) โดยเส้นกลางถูกกำหนดเป็นเส้น SMA 20 วัน ส่วนแบนด์บนและล่างคำนวณจากความผันผวนของตลาดเทียบกับ SMA ซึ่งในวิธีของ Bollinger Bands เรียกว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปส่งท้าย

สำหรับใครที่ไม่อยากนั่งเฝ้ากราฟเอง สัญญาณที่สร้างโดย AI ของเราจะถูกส่งเข้ากลุ่ม VIP และนำไปใช้เทรดอัตโนมัติได้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาของคุณ มาทำความรู้จัก @hafizebot แล้วตั้งค่าการเทรดในแบบของคุณเอง จากนั้นก็ปล่อยให้มันเริ่มเทรดแทนคุณได้เลย

swing trading คืออะไร อินดิเคเตอร์ swing trading rsi stochastic obv macd bollinger bands วิเคราะห์ทางเทคนิคคริปโต