การลงทุนแบบสวนกระแส (Contrarian Investing) คืออะไร?

· 5 min read

เมื่อคนส่วนใหญ่พูดอะไรออกมา นักลงทุนสายสวนกระแสจะบอกว่ามันผิด การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สวนทางกับอารมณ์ตลาดเรียกว่าการลงทุนแบบสวนกระแส นักลงทุนกลุ่มนี้จะเข้าซื้อตอนที่ตลาดหุ้นกำลังร่วง หรือขายออกตอนที่ทุกคนแห่กันเข้าซื้อ

การลงทุนแบบสวนกระแสคืออะไร?

ตลาดการเงินแทบจะเอนเอียงไปทางความคิดแบบฝูงชนเสมอ ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่มักเห็นตรงกันว่าตลาดหุ้นกำลังไปได้ดีและควรทำกำไรต่อ หรือไม่ก็เห็นตรงกันว่าตลาดกำลังอ่อนแรงและสัปดาห์หน้าจะต่ำกว่าตอนนี้

การถือความเห็นที่สวนกับกระแสหลักเกี่ยวกับตลาด แล้วลงมือหาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อดูว่ามีโอกาสลงทุนอยู่จริงหรือไม่ นั่นคือการลงทุนแบบสวนกระแส นักลงทุนสายนี้ที่ประสบความสำเร็จต้องพร้อมทุ่มเวลามหาศาลไปกับการวิเคราะห์สภาพตลาดเพื่อรองรับจุดยืนของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น หากความเห็นทั่วไปในตลาดมองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเร็วขึ้นและสร้างกำไรให้ตลาดมากขึ้น นักลงทุนสวนกระแสอาจเลือกลงทุนบนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจจะไม่โตเร็วไปกว่าที่เป็นอยู่ และราคาหุ้นจะปรับตัวลง

Warren Buffett นักลงทุนสวนกระแสชื่อดัง สรุปแนวคิดนี้ไว้อย่างคมคายว่า "จงโลภเมื่อคนอื่นกลัว และจงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ"

นักลงทุนอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะก่อร่างมุมมองสวนกระแสได้อย่างสมบูรณ์ และอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นอีกกว่าแผนของเขาจะออกดอกออกผล คนที่เลือกทางนี้ต้องรู้สึกสบายใจกับความเสี่ยงและผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างที่ยังต้องอดทนรอ นักลงทุนสวนกระแสมุ่งเข้าเทรดก่อนที่ความเห็นกระแสหลักจะพลิกมาเข้าข้างพวกเขา ด้วยการตัดสินใจลงทุนแต่เนิ่น ๆ ตามมุมมองที่ตัวเองยึดถือ

การลงทุนแบบสวนกระแสทำงานอย่างไร?

ก้าวแรกของการลงทุนแบบสวนกระแสคือเข้าใจความเห็นกระแสหลักอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งอาจเป็นความเห็นเกี่ยวกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เกี่ยวกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้น หรือเกี่ยวกับตลาดโดยรวม จากนั้นนักลงทุนสวนกระแสจะหาจุดอ่อนในฉันทามตินั้น แล้วประกอบสร้างเหตุผลขึ้นมารองรับมุมมองที่สวนทางของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น หากความเห็นส่วนใหญ่มองตลาดหุ้นเป็น "ภาพขาขึ้น" จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นักลงทุนสวนกระแสอาจสร้าง "ภาพขาลง" ขึ้นมาสำหรับตลาดทั้งตลาดหรือสำหรับบางกลุ่มอุตสาหกรรมในนั้น

ในทางกลับกัน นักลงทุนสวนกระแสก็อาจมองบวกในช่วงที่ความเห็นหม่นหมองครองตลาดได้เช่นกัน กรณีนี้เห็นชัดเป็นพิเศษกับหุ้นบางตัวหรือตลาดหุ้นบางแห่งที่หมดความนิยมไปแล้ว ตัวอย่างเช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่รวบรวมเงินจากนักลงทุน มักมองหาวิธีลงทุนแบบสวนกระแสเชิงรุกอยู่เสมอ

นักลงทุนที่เดินทางสายนี้ไม่ได้ต้องการกำไรเร็ว แนวคิดของพวกเขาคือค้นหาช่องว่างของโอกาสในตลาดที่พวกเขาเชื่อว่าความคิดกระแสหลักนั้นผิด โดยหวังว่าการลงทุนของตัวเองจะได้ผลเมื่อนักลงทุนคนอื่นเปลี่ยนมุมมอง

ดังนั้น คนที่ยืนอยู่ฝั่งสวนกระแสจึงต้องพร้อมรับทั้งผลขาดทุนระยะสั้นและความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกับการรอคอยให้สมมติฐานของตัวเองได้รับการยืนยัน

การลงทุนแบบสวนกระแสเทียบกับกลยุทธ์อื่น

เพราะนักลงทุนสวนกระแสต้องการเอาชนะตลาดมากกว่าจะวิ่งตามผลตอบแทนของตลาด การลงทุนแบบนี้จึงจัดเป็นการลงทุนเชิงรุก และเพราะกรอบเวลาของพวกเขามักยาวเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี การลงทุนสวนกระแสจึงคล้ายการลงทุนระยะยาวมากกว่าการเดย์เทรด

กลยุทธ์ที่มีจุดร่วมกับการลงทุนสวนกระแสมากที่สุดน่าจะเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ทั้งสองแนวทางล้วนมองหาโอกาสที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้ามหรือตีมูลค่าผิด และต่างก็ตามหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า หรือหุ้นที่ราคาต่อหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่พวกเขาเชื่อว่าบริษัทควรมีจริง ๆ

สุดท้าย นักลงทุนสวนกระแสอาจไปยืนอยู่ข้างเดียวกับนักขายชอร์ตที่เดิมพันกับราคาที่ลดลง ด้วยการ "ชอร์ต" หุ้นเพื่อทำกำไรตอนที่ราคาหุ้นร่วง ถึงอย่างนั้น นักลงทุนสวนกระแสก็ให้ความสำคัญกับโอกาสลงทุนที่ต้องอาศัยราคาสินทรัพย์ขาขึ้นไม่แพ้กัน และมักมีกรอบเวลายาวกว่านักขายชอร์ต

ข้อดีของการลงทุนแบบสวนกระแส

เสน่ห์ของการลงทุนแบบสวนกระแสมาจากสองปัจจัยหลัก อย่างแรกคือเมื่อมันได้ผล นักลงทุนสวนกระแสจะมองเห็นโอกาสในจุดที่ความคิดแบบฝูงชนของตลาดนั้นผิด และมีโอกาสทำผลตอบแทนชนะนักลงทุนคนอื่น

ตราบใดที่พวกเขามีเวลาและความอดทนพอจะรอให้การคาดการณ์ของตัวเองเป็นจริง นักลงทุนที่เลือกเดินสวนทางก็มีโอกาสทำกำไรก้อนใหญ่ได้ ตัวอย่างกลยุทธ์สวนกระแสที่พบบ่อยคือการเข้าซื้อหุ้นในช่วงตลาดหมีหรือตอนที่มูลค่าหุ้นกำลังไหลลง

นักลงทุนสวนกระแสทำกำไรจากการลงทุนได้เมื่อราคาหุ้นเริ่มกลับตัวขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะจับจังหวะจุดต่ำสุดของตลาดไม่ได้เป๊ะก็ตาม เพราะพวกเขาเข้าซื้อในตอนที่นักลงทุนคนอื่นกำลังแห่กันเทขาย

และสุดท้าย การลงทุนแบบสวนกระแสยังให้ความอิ่มเอมใจส่วนตัวอย่างมาก เพราะมันต้องอาศัยการค้นคว้าและความเข้าใจตลาดอย่างหนัก นักลงทุนจึงมักรู้สึกว่าการลงทุนแบบนี้คุ้มค่าเกินกว่าตัวเงินเมื่อมุมมองของตัวเองกลายเป็นจริงขึ้นมา

ข้อเสียของการลงทุนแบบสวนกระแส

การจะก่อร่างมุมมองสวนกระแสขึ้นมาได้ต้องอาศัยความอยากรู้อยากเห็นและความคิดที่เป็นอิสระอย่างมาก รวมถึงเวลาที่จะไปศึกษาว่าหุ้นตัวหนึ่ง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่ตลาดทั้งตลาด เคลื่อนไหวกันอย่างไร

นักลงทุนสวนกระแสต้องมีความกล้าระดับหนึ่งที่จะยึดมั่นในความเห็นที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะเมื่อต้องรอนานกว่าจะรู้ว่าสมมติฐานของตัวเองถูกหรือผิด คนที่เลือกกลยุทธ์นี้ต้องมีทั้งความอดทนและทรัพยากรพอที่จะรอ โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาสที่ผลตอบแทนระยะสั้นจะแพ้ตลาด

นักลงทุนจึงต้องรู้สึกสบายใจกับความเสี่ยงแบบนี้ เพราะการล็อกเงินไว้กับกลยุทธ์สวนกระแสที่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะออกผลนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่

เมื่อดูจากเวลาและแรงที่ต้องใช้ในการสร้างสมมติฐานสวนกระแสที่เชื่อถือได้ การลงทุนแบบนี้จึงเข้าถึงยากกว่ากลยุทธ์อื่นสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ โอกาสได้พิสูจน์ว่านักลงทุนคนอื่นคิดผิดนั้นน่าดึงดูดก็จริง แต่การจับจังหวะซื้อขายที่กลยุทธ์นี้ต้องการเป็นเรื่องยากมาก

นักลงทุนสวนกระแสชื่อดัง

แม้ Warren Buffett จะเป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุนสายเน้นคุณค่า แต่กลยุทธ์การลงทุนของเขาส่วนใหญ่ก็เป็นแบบสวนกระแสเช่นกัน Buffett สั่งสมความมั่งคั่งจากการมองเห็นโอกาสในตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ และหุ้นที่เขาเลือกก็ถูกนำไปวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งในแง่ความน่าเชื่อถือและศักยภาพการลงทุนระยะยาว

ถึงอย่างนั้น Buffett ก็ยังเตือนนักลงทุนไม่ให้ตกหลุมพรางของกลยุทธ์การลงทุนใดกลยุทธ์หนึ่ง เขาแนะนำว่า "อย่าไปหมกมุ่นกับสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ" และเสริมว่า "เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนสวนกระแส แต่การเดินตามฝูงชนก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน"

หนังสือ The Big Short ของ Michael Lewis มีตัวละครสำคัญที่กลายเป็นภาพแทนของการลงทุนแบบกล้าเสี่ยง นั่นคือ Michael Burry ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ที่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่คาดการณ์ฟองสบู่ในตลาดสินเชื่อบ้านซับไพรม์ได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับ Burry ผู้จัดการกองทุนและผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังอย่าง Bill Ackman, George Soros, Ray Dalio และ Marc Faber ต่างก็มีชื่อเสียงจากการเดิมพันสวนกระแสของตัวเอง

ประวัติศาสตร์ในระยะใกล้ก็มีตัวอย่างของความเห็นที่แตกต่างซึ่งสุดท้ายเป็นฝ่ายชนะ ในช่วงต้นปี 2021 เทรดเดอร์สมัครเล่นบนโซเชียลมีเดียเริ่มให้ความสนใจกับกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนมืออาชีพเมินไปแล้ว หุ้นมีมอย่าง GameStop และ AMC Entertainment พุ่งขึ้นมหาศาลในเวลาอันสั้น

สุดท้ายแล้วปัจจัยพื้นฐาน (ยอดขายและกำไร) ของบริษัทเหล่านี้ก็รองรับราคาสูงสุดที่หุ้นเคยไปถึงไม่ไหว และราคาก็ดิ่งลงมาอีกครั้ง ถึงอย่างนั้น เทรดเดอร์บางส่วนก็ทำเงินได้จากสิ่งที่ตอนแรกดูเหมือนเป็นสมมติฐานสวนกระแส

การลงทุนแบบสวนกระแส contrarian investing จิตวิทยาการลงทุน warren buffett กลยุทธ์การลงทุน