Proof of Stake คืออะไร? ทำงานอย่างไร?

· 4 min read

Proof of Stake (PoS) เกิดขึ้นมาเป็นทางเลือกแทนโปรโตคอล Proof of Work ของ Bitcoin โดยเป็นโปรโตคอลที่ให้น้ำหนักกับการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลแทนที่จะอิงกับพลังประมวลผล โปรโตคอล PoS ถูกนำเสนอในบทความที่นักพัฒนาบล็อกเชนอย่าง Sunny King และ Scott Nadal เผยแพร่ในปี 2012 โดยมุ่งแก้ปัญหาการใช้พลังงานมหาศาลและปัญหาอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับการขุด Bitcoin คริปโตเคอร์เรนซีตัวแรกที่ใช้โปรโตคอล PoS คือ Peercoin

โปรโตคอล Proof of Work ที่ใช้อยู่บนเครือข่าย Bitcoin คือระบบที่นักขุดซึ่งครองพลังประมวลผลส่วนใหญ่จะมีเสียงในเครือข่ายมากกว่า และได้ผลตอบแทนมากกว่าไปด้วย การขุด Bitcoin ต้องใช้พลังงานสูงมาก แต่โปรโตคอล Proof of Stake ไม่ได้จัดสรรอำนาจในเครือข่ายตามกำลังของหน่วยประมวลผล ใน PoS การสร้างบล็อกถัดไปทำได้โดยผู้ดำเนินการที่รันหลายชุดคำสั่งพร้อมกัน และโปรโตคอล Proof of Stake ก็มีอยู่หลายรูปแบบ

ในโปรโตคอล Proof of Stake ผู้ใช้ที่อยากมีสิทธิ์ยืนยันธุรกรรมและได้ส่วนแบ่งรายได้ ต้องล็อกคริปโตที่ตัวเองถืออยู่ไว้เพื่อใช้ในการยืนยัน กระบวนการล็อกในกระเป๋าเงินนี้เรียกว่า "Staking" (การรับส่วนแบ่งรายได้) ซึ่งจำนวนเหรียญที่ต้องการใช้ในธุรกรรมนี้จะถอนออกจากกระเป๋าไม่ได้จนกว่าจะปลดล็อก และจะถูกทำเครื่องหมายไว้บนเครือข่ายว่าเป็นส่วนที่ผู้ใช้รายนั้นเดิมพันไว้

ในบล็อกเชนที่ใช้โปรโตคอล proof-of-stake ผู้ใช้จะแบ่งกันรับรางวัลจากการยืนยันบล็อกและค่าธรรมเนียมโอน (miner fee) ที่ผู้ใช้คนอื่นจ่ายเข้ามา ตามสัดส่วนที่แต่ละคนถือ เราเปรียบกระบวนการนี้ได้กับการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ผู้ใช้ที่จัดสรรคริปโตไป "stake" มากกว่าย่อมได้ส่วนแบ่งรายได้สูงกว่า เช่นเดียวกับคนที่ถือหุ้นมากกว่าย่อมได้ส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทจ่ายออกมามากกว่า

คุณสมบัติของโปรโตคอล Proof of Stake

จุดเด่นที่สุดของ Proof of Stake คือการให้น้ำหนักกับพลังของเงินทุนมากกว่าพลังประมวลผล ดังนั้นแทนที่จะเริ่มต้นด้วยการเปิดเครื่องรันฮาร์ดแวร์ คุณต้องมีสินทรัพย์ไว้กองสะสมแทน ในโปรโตคอล PoS ผู้ใช้ที่ถือคริปโตมากกว่าย่อมเพิ่มอำนาจของตัวเองในเครือข่ายได้ กระบวนการยืนยันตั้งอยู่บนกติกาบางอย่าง ผู้ใช้ที่มีสินทรัพย์ในกระเป๋ามากกว่าย่อมมีโอกาสได้เป็นผู้ยืนยันมากกว่า และนี่คือที่มาของแนวคิด "staking" โปรโตคอล PoS วางอยู่บนหลักที่ว่าเจ้าของกระเป๋าเงินสร้างรายได้จากการยืนยันธุรกรรม ผู้ใช้ที่มีสินทรัพย์มากกว่าได้ส่วนแบ่งรายได้ก้อนใหญ่กว่า แต่ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่ากลไกนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนกันในทุกรูปแบบของ PoS

เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถือรายใหญ่ที่สุดผูกขาดเครือข่าย โปรโตคอล Proof of Stake ใช้หลายวิธีในการกำหนดบล็อก วิธีคัดเลือกที่พบบ่อยที่สุดคือการสุ่ม และการเลือกตามอายุของเหรียญ

ในการคัดเลือกแบบสุ่ม ผู้ที่ได้ยืนยันธุรกรรมจะถูกเลือกจากโหนดที่อ่อนที่สุดในแง่ค่าการคำนวณ (hash) แต่ร่ำรวยที่สุดในแง่สัดส่วนที่ถือ (share) ส่วนการเลือกตามอายุของเหรียญ ผู้ใช้ที่ถือสินทรัพย์ไว้นานที่สุดจะถูกเลือกให้เป็นผู้ตรวจสอบ และเมื่อยืนยันเสร็จก็จะได้รับรางวัลตอบแทน

รูปแบบของ Proof of Stake

โปรโตคอล Proof of Stake ซึ่งเน้นที่การถือครองสินทรัพย์ของผู้ใช้ ได้วิวัฒน์ไปตามกาลเวลาและแตกออกเป็นหลายทางเลือก โดยรูปแบบที่โดดเด่นคือ Delegated Proof of Stake (dPoS) และ Leased Proof of Stake (LPoS)

Delegated Proof of Stake (DPoS)

ในโปรโตคอล Proof of Stake ที่อิงกับการถือครองคริปโต ผู้ใช้มีสิทธิ์ยืนยันธุรกรรมและสร้างบล็อกได้ด้วยการเก็บสินทรัพย์คริปโตไว้ในกระเป๋าที่เชื่อมต่อกับบล็อกเชนนั้น ส่วน dPoS มาพร้อมคุณสมบัติเพิ่มเติมบางอย่าง และดึงพลังของผู้ถือเหรียญมาใช้หาข้อสรุปร่วมด้วยการโหวตอย่างเป็นธรรม

เครือข่ายบล็อกเชนแบบ Delegated Proof-of-Stake (dPoS) ใช้ระบบชื่อเสียงทางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนฉันทามติ dPoS ถูกมองว่าเป็นโปรโตคอลที่กระจายศูนย์น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่น โดยมีเป้าหมายให้ผู้ถือคริปโตมีเสียงในการบริหารเครือข่าย

ต่างจากระบบ Proof-of-Stake ตรงที่ผู้ใช้จะมอบสิทธิ์สินทรัพย์คริปโตในกระเป๋าของตัวเองให้ผู้ใช้อีกคนหนึ่ง เหรียญไม่ได้ถูกโอนออกจากกระเป๋า แต่ถูกนับเป็นสินทรัพย์ของผู้ใช้ที่ได้รับมอบสิทธิ์ ทำให้เสียงของคนนั้นในเครือข่ายดังขึ้น ผู้ที่ได้รับสิทธิ์มอบหมายจากผู้ใช้คนอื่น ๆ จะได้ส่วนแบ่งรายได้ในเครือข่ายก้อนใหญ่ขึ้น และนำรายได้นั้นไปแบ่งให้ผู้มอบสิทธิ์ตามสัดส่วนที่แต่ละคนถือ

Leased Proof of Stake (LPoS)

ในโปรโตคอล Proof of Stake ผู้ใช้จะถูกคัดเลือกตามเกณฑ์บางอย่างแล้วจึงได้ยืนยันบล็อก พูดอีกอย่างคือพวกเขาไม่ได้มีรายได้จากทุกบล็อกที่ถูกผลิตออกมา แต่ในโปรโตคอล Leased Proof of Stake (LPoS) ผู้ใช้สามารถให้เช่าสัดส่วนหนึ่งของโหนดทั้งโหนดได้ ระบบนี้ทำงานเหมือน PoS ทุกประการ เพียงแต่เพิ่มวิธีการให้เช่าเข้ามาเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้ที่ถือสินทรัพย์จำนวนน้อยได้เข้าร่วมด้วย ในบรรดาคริปโตที่ใช้โปรโตคอล LPoS ตัวที่รู้จักกันมากที่สุดคือ Waves

ผู้ใช้จะปล่อยเช่าคริปโตในกระเป๋าของตัวเองให้ผู้ใช้รายอื่นที่ทำหน้าที่ยืนยันธุรกรรมบนเครือข่าย ในกระบวนการให้เช่า จำนวนที่ปล่อยเช่าไม่ได้ออกไปจากกระเป๋าของผู้ใช้ แต่จะถูกปิดไม่ให้ถอนและซื้อขาย ผู้เช่าจะได้ส่วนแบ่งรายได้ก้อนใหญ่ขึ้นระหว่างทำกิจกรรมขุด และนำรายได้นั้นไปแบ่งกับผู้ให้เช่าตามสัดส่วนที่แต่ละคนถือ ผู้ใช้ยกเลิกการให้เช่าหรือปล่อยเช่าเพิ่มได้ทุกเมื่อ

proof of stake คืออะไร pos กับ pow staking คริปโต delegated proof of stake leased proof of stake ผู้ตรวจสอบบล็อกเชน